ความจริงที่โหดร้าน ธุรกิจล่าคนผิวเผือกที่แทนซาเนีย

ความจริงที่โหดร้าน ธุรกิจล่าคนผิวเผือกที่แทนซาเนีย

On

แทนซาเนีย นั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ทำให้คนในประเทศไม่มีทางเลือกมากนักในการประกอบอาชีพ พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว

ปัญหาความยากจนทำให้เกิดวงการธุรกิจมืดที่ค้าอวัยวะคนเผือกขึ้น เนื่องจากค่าตอบแทนนั้นมากกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของประเทศถึง 3 เท่า ซึ่งจากข้อมูล ระบุว่ารายได้เฉลี่ยส่วนบุคคลในประเทศแถบนี้อยู่ที่ 540 ดอลลาร์ ต่อปีเท่านั้น และอย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่า แทนซาเนีย เป็นประเทศที่เกือบจะยากจนที่สุดในโลก ทำให้ระบบการศึกษายิ่งไม่ต้องพูดถึงคือแย่มากๆ ประชาชนในประเทศจึงยึดติดกับความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ทีนี้มาดูกันครับว่าดินแดนแห่งนี้มีความเชื่ออย่างกว้างขวางเกี่ยวกับคนผิวเผือก

คนผิวเผือกพักอาศัยในแทนซาเนียราวๆ สองแสนคน คนเผือกเป็นอาการผิดปกติทางพันธุกรรม ที่เกิดกับคนแทนซาเนีย 1 ใน 1,400 และโดยมาก เป็นผลจากการที่พ่อแม่เป็นญาติใกล้ชิด หรือ มาจากการแต่งงานระหว่างคนในสายเลือดเดียวกันนั่นเอง

Please follow and like us:
ผลทดลองถ่ายเลือดวัยรุ่นให้คนชรา ผลลัพพ์เกินคาด จากการทดลองจริง

ผลทดลองถ่ายเลือดวัยรุ่นให้คนชรา ผลลัพพ์เกินคาด จากการทดลองจริง

On

บริษัท สตาร์ตอัพในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการทดลองในงานประชุมวิชาการด้านวิทยาการและสื่อ “รีโค้ด คอนเฟอเรนซ์” ในนครลอสแองเจลิส เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าผลการทดลอง ถ่ายเลือด ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 16 ถึง 25 ปี ให้กับอาสาสมัครอายุตั้งแต่ 35 ถึง 80 ปี ขึ้นไป ในปริมาณ 2 ลิตร ภายใต้การควบคุมปริมาณให้เหมาะสมเพื่อให้หมดภายใน 4 ชั่วโมง

โดยผลลัพธ์ที่คาดหวังในอนาคตคือ การที่คนสูงวัยมีมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น อวัยวะภายในที่เคยเสียหายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น เพราะเมื่อปีที่แล้วมีการทดลองแนวนี้กับ หนูทดลองอายุ 12 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ หนูแก่ตัวนั้นดูหนุ่มและมีสภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนกับหนูอายุ 3 เดือน! โดยเลือดที่ได้รับนั้นก็ไม่ใช่เลือดหนู แต่เป็นเลือดมนุษย์อายุ 18 ปี นั่นเอง

การทดลองดังกล่าวยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการทดลองที่เป็นวิทยาศาสตร์ เนื่องจากข้อมูลการทดลองดังกล่าวเป็นข้อมูลเคลือบแคลงที่จะต้องมีการศึกษาและวิจัยจนได้รับการตรวจสอบจนสมบูรณ์ก่อนที่จะได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่

Please follow and like us:
ปู่วัย 69 ร้องเรียนศาลเพื่อขอเปลี่ยนปีเกิดลดอายุลง 20 ปี

ปู่วัย 69 ร้องเรียนศาลเพื่อขอเปลี่ยนปีเกิดลดอายุลง 20 ปี

On

มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเมื่อปู่วัย 69 ร้องต่อศาลเพื่อขอเปลี่ยนปีเกิด ขอลดอายุลง 20 ปี โดนเขาหวังว่าจะได้มีโอกาสในการทำงานและโอกาสหาคนรัก  โดยเขาให้เหตุผลว่า “ขนาดชื่อและเพศยังเปลี่ยนได้ แล้วทำไมอายุจะเปลี่ยนไม่ได้ล่ะ”

เว็บไซต์ต่างประเทศ CNN เผยรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เอมิล เรเทลแบนด์ ชายชาวเนเธอร์แลนด์หรือคุณปู่วัย 69  ได้ยื่นเรื่องต่อศาลท้องถิ่นเมืองอาร์เนมเพื่อขอเปลี่ยนปีเกิด ให้มีอายุลดลง 20 ปีเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตการทำงานและในเรื่องของความรัก 

ตามรายงานเปิดเผยว่าเอมิลร้องต่อศาลขอเปลี่ยนปีเกิดให้ถูกต้องตามกฎหมาย จากเดิมเขาเกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 1949 ตามสูติบัตร (พ.ศ. 2492) โดยขอเปลี่ยนให้เป็นวันที่ 1 มีนาคม 1969 (พ.ศ.2514) โดยเขาให้เหตุผลต่อศาลว่า เขารู้สึกอึดอัดใจถึง แม้ว่าเขามีอายุ 69 ปี แต่เขายังรู้สึกว่าตัวเองนั้นเด็กกว่าอายุจริงราว 20-25 ปี จึงทำให้เขาต้องการที่จะลดอายุลงเพื่อให้ได้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้นรวมถึงโอกาสหาคู่ในแอพพลิเคชั่น Tinder (แอพหาคู่) ที่กำหนดให้ต้องใส่ข้อมูลอายุด้วย คุณสามารถเปลี่ยนชื่อได้เปลี่ยนเพศได้แล้วทำไมอายุจะเปลี่ยนไม่ได้ล่ะเอมิน เรเทลแบนด์ กล่าว

นอกจากนี้รายงานของเว็บไซต์ เดอะการ์เดียร์น ยังได้เผยถึงคำพูดของเอมิลที่ระบุว่า “เมื่อผมอายุ 69 ปี ผมถูกจำกัด แต่ถ้าผมอายุ 49 ปี ผมสามารถซื้อบ้านหลังใหม่ได้ มีรถได้หลายคัน มีโอกาสเข้าทำงานได้มากขึ้นและแอพพลิเคชั่น Tinder ที่ระบุอายุผม 69 ปี มันทำให้ไม่มีใครสนใจผม แต่หากผมอายุ 49 ปีโดยใช้ใบหน้าปัจจุบันของผมผมจะกลายเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ”

ซึ่งขณะที่ทางด้านศาลท้องถิ่นภายหลังได้รับฟังเรื่องร้องเรียนของเอมิล ก็เกิดความลำบากใจเนื่องจากไม่เคยมีกรณียื่นคำร้องเช่นนี้มาก่อน ยังไงก็ตามศาลยอมรับว่าสำหรับกฎหมายเรื่องของการเปลี่ยนเพศได้ถูกพัฒนามาจากหลายปีก่อนจนเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน จากที่เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องของการเปลี่ยนอายุมีข้อจำกัดและผลกระทบหลายอย่าง จึงคิดว่ามันยังคงเป็นไปได้ยาก

 

Please follow and like us:
องค์กรลับสุดยอด MJ 12 ที่เก็บเรื่องลับๆที่เกิดขึ้นบนโลก รวมถึงการพบต่างดาว

องค์กรลับสุดยอด MJ 12 ที่เก็บเรื่องลับๆที่เกิดขึ้นบนโลก รวมถึงการพบต่างดาว

On

เมื่อปี 1995 ได้มีการร้องขอให้มีการตรวจสอบหน่วยงาน Magestic 12 (MJ 12) และเสนอแถลงการสู่สาธารณชน ทางหน่วยสอบสวนพิเศษของกองทัพอากาศสหรัฐออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งกุขึ้นมา เล่นๆ เท่านั้น ในช่วงปี 1960 ถือว่าเป็นปีที่มี ความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวกระพือโหมไปเหมือนไฟลามทุ่ง จนร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐและพวกเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีการถกเถียงกันอยู่เป็นเวลานานว่า หากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกจริงๆ มนุษย์โลกจะทำอย่างไร? เพราะเราแทบไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะมาดีหรือมาร้าย เพราะในสมัยนั้นข่าว ข้อมูล และรูป UFO ที่ไม่ว่าจะจริงหรือ ปลอมมีให้เห็นเยอะมาก และแน่นอนครับว่าด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้นการตรวจสอบว่าจริงหรือปลอมแทบเป็นไปไม่ได้เลย

งานหลักของ MJ 12 คือ รับผิดชอบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และคอยให้ประธานาธิบดีสหรัฐทราบเป็น ระยะๆ และอีกหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ปกปิด ร่องรอย เรื่องราวต่างๆ มิให้เผยแพร่แก่สาธารณชน ทันทีที่มีข่าวเรื่องสิ่งบินลึกลับเจ้าหน้าที่จะรุดไปสืบสวนทันที

Please follow and like us:
นอร์เวย์ประกาศพบ วาฬสายลับรัสเซีย ที่มาพร้อมอุปกรณ์สอดแนม 

นอร์เวย์ประกาศพบ วาฬสายลับรัสเซีย ที่มาพร้อมอุปกรณ์สอดแนม 

On

29 เมษายน 2019 ที่ผ่านมาสำนักงานข่าวประจำประเทศเดนมาร์กณ กรุงโคเปนเฮเกน รายงานว่า กรมประมงนอร์เวย์ได้บังเอิญพบวาฬเบลูก้าตัวหนึ่งในเขตน่านน้ำแถบขั้วโลกเหนือ ในสภาพที่มาพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งอยู่รอบตัวพร้อมมีแท็กชื่ออุปกรณ์ “ อุปกรณ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” (equipment of St Petersburg)ซึ่งแน่นอนว่าวาฬตัวนี้และอุปกรณ์เหล่านี้น่าเป็นสัญชาติรัสเซีย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน โดยชาวประมงเห็นครั้งแรกเข้าใจว่ามันเป็นวาฬสายลับเหมือนที่เขาเคยเห็นในเกม Red Alert แล้วด้วยความสงสารเขาจึงตัดสินใจกระโดดไปช่วยปลดสายรัดดังกล่าวออกจากตัววาฬ ซึ่งเมื่อเรื่องนี้ได้เป็นข่าวออกไป ชาวนอร์เวย์จำนวนมากก็ให้ความสนใจเรื่องนี้  ศาสตราจารย์ปู่อูดูน ประจำคณะชีววิทยาทางทะเล มหาวิทยาลัยนอร์เวย์ กล่าวว่าเขาเชื่อว่าสายรัดดังกล่าวเป็นของกองทัพเรือรัสเซียที่มีค่ายทหารตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรโคลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศรัสเซียและวาฬดังกล่าวน่าจะเป็นสัตว์ที่ถูกฝึกเพื่อปฏิบัติการภารกิจลับทางทหาร

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสำนักงานข่าวได้ทำการสอบถามไปยังนักวิชาการของรัสเซียและนอร์เวย์ ก็ไม่พบว่ามีโครงการฝึกหรือทดลองโดยใช้วาฬเบลูก้าเหมือนอย่างที่เห็นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากเพราะเมื่อในปี 2017 ก็เคยมีรายงานออกมาว่ากองทัพเรือรัสเซียได้มีการฝึกวาฬในการใช้ทำภารกิจลับของกองทัพเรือรัสเซึ่ง

ในอดีตสหภาพโซเวียตเองก็เคยใช้โลมาเข้ารับการฝึกเพื่อทดลองเป็นสัตว์ที่ใช้สำหรับคอยสอดแนมเรือดำน้ำของศัตรู ซึ่งมันดับได้ผลดีเสียด้วย แต่สุดท้ายเมื่อสงครามสิ้นสุดโครงการและการทดลองการใช้สัตว์สอดแนมจึงปิดตัวลงไป ในปี 2003 กองทัพเรือ US Navy ฝึกโลมาเพื่อปฏิบัติภารกิจป้องศัตรูที่อาจเลือกจู่โจมทางน้ำด้วยเช่นกัน

Please follow and like us:
เจ้าชายซาอุฯ จ่ายแล้วหมื่นล้าน แลกอิสระจากข้อหาคอรัปชั่น

เจ้าชายซาอุฯ จ่ายแล้วหมื่นล้าน แลกอิสระจากข้อหาคอรัปชั่น

On

เจ้าชายซาอุฯ ถูกจับกุมตัวในข้อหาคอรัปชั่นยอมจ่ายเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเป็นอิสระ โดยทางการซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า เจ้าชาย มีเต็บ บิน อับดุลลาห์ หนึ่งในเชื้อพระวงศ์และเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ซึ่งถูกตำรวจควบคุมตัวตามนโยบายกวาดล้างคอรัปชั่น ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ

หลังจากตกลงที่จ่ายเงินมากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการทุจริตงบประมาณภาครัฐซึ่งพระองค์มีส่วนรู้เห็น และได้ตกลงยอมรับว่ากระทำความผิดในข้อหาคอรัปชั่นจริงตามที่ถูกกล่าวหา สาเหตุที่ซาอุฯ ใช้วิธีแบบนี้ ด้านนักวิเคราะห์เชื่อว่า เป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมในประเทศใช้เวลานานเกินไป และเป็นเรื่องยากที่จะได้เงินจำนวน 20,000 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกทุจริตหรือยักยอกไปคืนกลับมา คาดว่า วิธีการนี้อาจช่วยให้รัฐบาลซาอุฯ ได้เงินมากถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ โดย มีรายงานว่า เชื้อพระวงศ์อีกกว่า 10 พระองค์ ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาคอรัปชั่นยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเช่นกัน

Please follow and like us:
“โคตรแมงมุม” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

“โคตรแมงมุม” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

On

มื่อครั้งที่เขาเดินทางมาทำสำรวจป่าฝนในแถบอเมริกาใต้แห่งนี้ ตอนนั้นเขาเห็นมันกำลังเอาขาของมันถูกับท้องน้อยของมันเพื่อปล่อยขนของมันออกมา โดยเขาบอกว่าอย่าได้ไปโดยเขาพวกนี้ของมันเชียว เพราะคุณจะคันและปวดแสบปวดร้อนมากเหมือนที่เขาเคยเจอมาแล้ว และมันแยกเขี้ยวที่มีขนาดยาว 5 เซนติเมตรใส่เขาอีกด้วย โดยเขาได้จับเจ้าแมงมุมยักษ์เพศเมียตัวนี้กลับมาที่พิพิธภัณฑ์เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าในห้องแล็บต่อไป

ครั้งแรกที่เห็นเจ้าตัวนี้นั้น เขาไม่เชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือแมงมุม 8 ขา เพราะขนาดตัวที่เทียบเท่าได้กับลูกสุนัข มีความยาวจากปลายขาหนึ่งไปยังอีกขาหนึ่งราว 30 เซนติเมตร น้ำหนักรวมมากกว่า 170 กรัม และ เขายังเชื่อว่าปลายเท้าของมันต้องมีความแข็งมากเนื่องจากเสียงที่เหยียบลงบนใบไม้นั้นแตกต่างจากเสียงเท้าของม้าที่กระทบพื้นมาก จริงแล้วเจ้าแมงมุมตัวนี้มีชื่อเรียกว่า Goliath

Please follow and like us:
นักวิจัยพบอาณาจักรจอมปลวกโบราณที่มีอายุกว่า 4000 ปี

นักวิจัยพบอาณาจักรจอมปลวกโบราณที่มีอายุกว่า 4000 ปี

On

ทีมงานด้านชีววิทยาจาก มหาลัยซัลฟอร์ด จากอังกฤษ ได้ทำการตีพิมพ์งานวิจัย ของตนเองฉบับเดือนพฤศจิกายนโดยระบุว่า เขานั้นได้ค้นพบอาณาจักรจอมปลวกโบราณขนาดใหญ่ ในพื้นที่แห้งแล้งของประเทศบราซิล ที่ยังไม่มีใครเข้าถึง

โดยรายงานนั้นมีการประเมินจากทีมวิจัย ที่คาดว่าน่าจะมีจอมปลวกอยู่ราวประมาณ 200 ล้านจอมปลวก เลยทีเดียวและมีความสูงถึง 2.5 เมตรเลยทีเดียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 9 เมตรครอบคลุมเนื้อที่กว่า 230,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นอาณาจักรจอมปลวกแห่งนี้นั้น ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และเรียกได้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งประเทศใต้ดิน ปลวกก็ไม่ผิดเลยทีเดียว

เมื่อนำจำนวนดินทั้งหมดที่ปลวกนำมาสร้างนักวิจัย ประเมินว่าสามารถใช้สร้างมหาปิรามิดได้ถึง 4 คันแห่งเลยทีเดียวนับว่าเป็นอีกหนึ่งการค้นพบ ทางชีววิทยาครั้งที่ใหญ่ที่สุดของโลกเลยก็ว่าได้ สำหรับชีวิตจำพวกแมลงสายพันธุ์เดียวและจากการเก็บตัวดินภายในจอมปลวก จำนวน 11 แห่งทำให้ทราบว่าจอมปลวกเหล่านี้นั้น มีอายุตั้งแต่ 700 ถึง 4000 ปีเลยทีเดียวนั่นหมายความว่า และจากแห่งนี้นั้น เป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Please follow and like us:
เหมือนจนน่าขนลุก บริษัทในญี่ปุ่นสร้างหน้ากากเสมือนจริงจำลองใบหน้ามนุษย์

เหมือนจนน่าขนลุก บริษัทในญี่ปุ่นสร้างหน้ากากเสมือนจริงจำลองใบหน้ามนุษย์

On

ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวที่น่าจับตามอง เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ เมื่อมีรายงานว่าบริษัท REAL-f ที่มีขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในชนบทของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีพนักงานเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น แต่เปี่ยมไปด้วยฝีมือและคุณภาพ เพราะพวกเขานั้นสามารถสร้างหน้ากากเสมือนจริง ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงซาอุดิอาระเบีย และในปัจจุบันนั้น ได้มีการสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อให้ กษัตริย์และเจ้าชาย นำไปใช้ด้วย

 

โดยหน้ากากดังกล่าวนั้นเป็นหน้ากากที่ จำลองใบหน้าของมนุษย์ ที่ผลิตด้วยการทำมือ โดยสนนราคาอยู่ที่ 80,000 บาทต่อชิ้นเลยก็ว่าได้ แต่อาจจะต้องรอคิวนานหน่อยเพราะบริษัทวางแผนผลิต เพียงแค่ 30 ชิ้นต่อสัปดาห์เพียงเท่านั้น เนื่องจากต้องการควบคุมคุณภาพของสินค้า ให้ดีที่สุดอีกด้วยนั่นเอง ซึ่งใบหน้าบุคคลต้องแม่นยำ โครงหน้าริ้วรอยม่านตา หลุมสิว รอยกระ เส้นเลือด ไปจนถึงสภาพผิวจึงทำให้เป็นการผลิตที่อาจจะดูช้า แต่ได้คุณภาพที่ดีอีกด้วย

โดยนาย โอซามุ คิตางาวะ ผู้ที่ทำการก่อตั้งบริษัทได้ เปิดเผยว่าเขาใช้เวลานานถึง 2 ปีที่จะ เพื่อทำการลองผิดลองถูกก่อนที่จะค้นพบวิธีการ ใช้ใบหน้าแบบ 3 มิติจากภาพถ่ายคุณภาพสูงในการผลิตหน้ากาก ที่มีความเสมือนจริงและเริ่มต้นจำหน่ายในปี 2011 นั้นเอง  ดูแล้วก็คิดถึงภาพยนต์เรื่อง impossible ที่มักจะใช้มุกหน้ากากในการล้วงความลับผู้ร้ายซะจริง

Please follow and like us:
โปรเจ็คลงทุนสร้างเรือโนอาห์จนสำเร็จและมีแผนจะต้องไปอิสราเอลด้วย

โปรเจ็คลงทุนสร้างเรือโนอาห์จนสำเร็จและมีแผนจะต้องไปอิสราเอลด้วย

On

เป็นที่ทราบกันดีคำว่า เรือโนอาห์ นั้นเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนาน และเป็นเรือที่ใช้ของโนอาห์ในวันสิ้นโลกและในปัจจุบันนี้ นั้นมีช่างไม้ชาวเนเธอร์แลนด์ในวัย 60 ปีชื่อว่า โยฮาน ฮายเบิร์จ ได้ทำการสร้างเรือ โนอาห์ ตามคัมภีร์ใบเบิลที่ถูกกล่าวไว้ ตรงตามตำรา โดยแท้จริงเลยก็ว่าได้ซึ่งเรือที่เขาสร้างนั้นมี ขนาดความยาวกว่า 125 เมตร และภายในมีความกว้างอยู่ที่ 29 เมตร สูง 23 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 2500 ตันเลยทีเดียว โดยใช้ทุนสร้างไปทั้งหมด 51 ล้านบาทภายในระยะเวลาถึง 6 ปีและบอกได้เลยว่า มีสามารถบรรจุคนได้ถึง 5,000 เลยก็ว่าได้

หลังจากที่เจ้าตัวสร้างเรือลำนี้เสร็จ โดยเขาและได้ประกาศว่าจะมีจุดมุ่งหมาย และเดินทางไปยังดินแดนแห่งพระเจ้านั่นก็คือประเทศอิสราเอลซึ่งเป็น การคาดเดาว่าต้องใช้งบประมาณประมาณ 60 ล้านบาทเลยทีเดียว ในการเดินทางในครั้งนี้ เนื่องด้วยตัวเรือและมีความกว้างกว้างใหญ่ จึงต้องใช้งบประมาณเป็นอย่างมาก
โดยนาย โยฮาน ฮายเบิร์จ ได้กล่าวว่า “ผมไม่ได้สร้างเรือลำนี้เพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่ผมอยากจะสร้างเพื่อให้คนทั่วโลกได้ตระหนัก ถึงความรุนแรงของภาวะโลกร้อนให้ทุกคนได้ย้อนคิดไป ถึงสาเหตุที่ทำให้พระองค์ตัดสินใจทำร้ายมนุษย์ให้สูญสิ้น โดยการทำน้ำให้ท่วมโลก”

Please follow and like us:
เปิดชีวิตเด็ก 11 ขวบ เป็นโรคหายาก กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที

เปิดชีวิตเด็ก 11 ขวบ เป็นโรคหายาก กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที

On

เป็นเรื่องที่น่าสงสารเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ เมื่อมีรายงานข่าวจากประเทศแอฟริกาใต้รายหนึ่งที่ เด็กน้อยวัย 11 ขวบที่ชื่อ “คาเดน เบนจามิน” ที่ได้รับการรายงานว่าเขาป่วยเป็นโรคประหลาด โดยมีอาการที่รู้สึกอยากกินอาหารตลอดเวลาเมื่อได้กินแล้วก็ไม่อิ่ม หรือไม่รู้จะอิ่มซึ่งอาการดังกล่าวนั้นเกิดขึ้น จากความผิดพลาดทางพันธุกรรม ทำให้สมองไม่สามารถสั่งร่างกาย ให้หยุดความอยากอาหารได้ซึ่งเป็นอาการ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพของ เด็กเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

จนทำให้เขานั้นเกิดปัญหาเรื่องของการหายใจ และหัวใจโต เบาหวาน รวมถึงเกิดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เขาได้สร้างความทุกข์ทรมานและทุกข์ใจ เป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กล่าวที่จะหดหู่และสร้างความทรมาน ให้กับเด็กน้อยดังกล่าวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ซึ่งในปัจจุบันนี้นั้น “คาเดน เบนจามิน” ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 11 ขวบที่โรงพยาบาลอย่างสงบ และท่ามกลางความเศร้าสะเทือนใจ ของผู้เป็นแม่รวมไปถึงยังทำใจไม่ได้ที่เสียลูกชายไป จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งกรณี หรือเป็นอีกหนึ่งโลกที่น่าศึกษาและจับตามอง เป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

Please follow and like us:
ครูสหรัฐอาจติดคุกนานถึง 3 ปีหลังตัดผมนักเรียนชายหน้าชั้นเรียน

ครูสหรัฐอาจติดคุกนานถึง 3 ปีหลังตัดผมนักเรียนชายหน้าชั้นเรียน

On

หลังจากที่มีนักเรียนมัธยมรายหนึ่ง และอัพคลิปเผยแพร่การกระทำ ของครูชาวอเมริกันวัย 52 ปีได้บังคับ นักเรียนชายไปนั่งอยู่ตรงหน้าชั้นเรียน และได้ทำการตัดผมของเขาโชว์ต่อนักเรียน ทุกคนพร้อมทั้งจะบังคับให้นักเรียนนักร้องเพลงชาติไปด้วย ถึงแม้ว่าเด็กนักเรียนพนัสจะหัวเราะ พร้อมกับแสดงท่าทีชิวชิวแต่หน่วยงานด้านการศึกษาก็ไม่เห็นด้วย

ซึ่งได้คิดดังกล่าวนั้นปรากฏขึ้น อยู่ในเว็บไซต์ Reddit ชื่อดังและเมื่อมันถูกแชร์ ไปอย่างล้นหลามจนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาและด่ามากอย่างแน่นอน และก็เกิดเรื่องดราม่าอย่างแน่นอน โดยเรื่องดังกล่าวจนทำให้ครูสาวถูกไล่ออกจากโรงเรียน ที่จะทำงานพร้อมทั้งถูกแจ้งอีก 6 ข้อหารวม ถึงยังมีข้อหาการกระทำอันตรายต่อเด็ก โดยมีโทษสูงสุดที่เธอจะได้รับ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงถึง 3 ปี ครึ่ง เลยทีเดียว
แต่เรื่องเหมือนจะยังไม่จบเพราะครูสาวดังกล่าวนั้น ได้ทำการประกันตัวออกมาสู้คดี โดยใช้วงเงินถึง 3 ล้านบาทและก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นต้องรอติดตามกันต่อไป ว่าคดีจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แล้วเชื่อได้เลยว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องอุทาหรณ์ ให้กับใครหลายๆคนได้เป็นอย่างดีอย่างแน่นอน

Please follow and like us:
เกาหลีทดลอง 7 ELEVEN ไร้พนักงาน ซื้อ-จ่ายผ่านแอพ

เกาหลีทดลอง 7 ELEVEN ไร้พนักงาน ซื้อ-จ่ายผ่านแอพ

On

ล้ำไปอีกขั้นกับร้านสะดวกซื้อที่อยู่คู่ชาวโลกมาอย่างยาวนาน (โดยเฉพาะคนไทย) เสมือนเป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้ นอกจากการขายสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้คนในปัจจุบันแล้ว ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7 ELEVEN (เซเว่น อีเลฟเว่น) ก็มีการพัฒนาตัวเองอยู่เลยๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายอาหารสด ร้านถ่ายเอกสาร ล่าสุด มีการโอนเงิน ฝากเงิน รวมถึง บริการส่งด่วนเดลี่เวอร์รี่ ถึงบ้าน

แต่มันยังไม่พอเมื่อเซเว่นได้ทำการทดลองระบบใหม่ ซึ่งได้ลองใช้ภายในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ใต้หวันแล้ว  มันคือระบบการขายของที่ไม่มีพนักงานขาย แต่สามารถสั่งจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้ โดยสามารถหยิบจับสินค้าภายในร้านเอง แต่ภายในก็จะมีระบบตรวจจับป้องกันการขโมยชั้นดีอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ทางแอดมินก็ได้ข้อมูลมาเพียงแค่ภาพ

หวังว่าประเทศไทยเราคงจะได้ใช้บริการเร็วๆนี้

Please follow and like us:
ซื้อเลขเดิม 25ปี จนถูกหวยเงินรางวัลกว่าหมื่นล้าน

ซื้อเลขเดิม 25ปี จนถูกหวยเงินรางวัลกว่าหมื่นล้าน

On

เมื่อ 14 พ.ย. 2018 ที่ผ่านมา นาย โรเบิร์ต เบลี่ย์ 67 ปี ชาวอเมริกัน เพิ่งได้รับเงินรางวัลก้อนใหญ่จากล็อตเตอร์ลี่ระดับโลก เป็นจำนวนเงิน 343 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยหักภาษีแล้วจะเหลือราวประมาณ 198 ล้านดอลลาร์หรือ 6,300 ล้านบาท

สื่อต่างประเทศรายงานว่า นาย โรเบิร์ต มักจะซื้อล็อตเตอรี่ เพาเวอร์บอล (Powerball) เลข 8, 12, 13, 19, 27 และ 40 เป็นชุดตัวเลขเดิม เหมือนที่เขาเคยซื้อมาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แม้จะถูกรางวัลไปแล้ว แต่เขายืนยันว่าจะยังคงซื้อเลขเดิมต่อไป

นี่ไม่ใช่การถูกกรางวัลที่มากที่สุด โดยก่อนหน้านี้ วันที่ 24 ส.ค 2018 นาง เมวิส วางชิก พนักงานหญิงของโรงพยาบาลแห่นหนึ่ง ก็พึ่งถูกรางวัลเป็นจำนวนสูงถึง 758 ล้านเหรียญสหรัฐ ราว 25,000 ล้านบาท

กานเล่นหวยของ Powerball หรือ ล็อตเตอร์รี่นั้นจะสามารถซื้อได้เฉพาะร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ไม่มีการเร่ขายเหมือนที่ประเทศไทย โดยจะมีการออกรางวัล สัปดาห์ละ 2 งวด เดือนละ 8 ครั้ง

ราคาจำหน่ายอยู่ที่ใบละ 1 ดอลล่าร์ ไม่สามารถขายแพงหรือถูกกว่านี้ได้ (ต้อง 1ดอลล่าร์เท่านั้น) ในแต่ละงวด หากไม่มีใครถูก เงินรางวัลจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่หากงวดนั้นๆมีคนถูกเลขเดียวกัน ก็จะต้องทำการหารเงินรางวัลนั้นตามจำนวนคน

Please follow and like us:
หัวหมอ ใช้โน๊คบุ๊ค 45 เครื่อง หวังชนะเงินรางวัล 1.5 ล้านบาท

หัวหมอ ใช้โน๊คบุ๊ค 45 เครื่อง หวังชนะเงินรางวัล 1.5 ล้านบาท

On

เมื่อเร็วๆนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด เมื่อคนร้ายรายหนึ่ง ชื่อนายไดโกะ สึกาเนะ วัย 29 ปีซึ่งถูกจับกุมด้วยข้อหาพยายามฉ้อโกงห้างสรรพสินค้า AEON ประเทศญี่ปุ่นด้วย จำนวนเงินประมาณ 5,380,000 เยน หรือประมาณ 1,550,000 บาท โดยเรื่องมีอยู่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าวได้จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่ ใช้แอพพลิเคชั่นของห้างและจะได้รับเงิน 2 เยนทุกครั้งที่ทำการเช็คอินในห้าง AEON สาขาใดก็ได้ โดยเงินที่ได้รับจากการเช็คอิน จะสามารถนำไปใช้เป็นเงินสดซื้อของภายในห้าง Aeon ได้ทุกร้านด้วยเหตุนี้ นายไดโกะจึงปิ๊งไอเดียเด็ดนั่นก็คือพยายามหลอกแอพพลิเคชั่น ให้เข้าใจว่าตนเองได้มาเช็คอินห้างเป็นจำนวนทั้งหมด 2.7 ล้านครั้ง

แผนการของไดโกะคือการหลอก GPS ว่าตนเองได้เดินทางมายังห้า AEON ทั้งหมดจำนวน 2.7 ล้านครั้ง โดยที่การเช็คอินทั้งหมดมาจากการที่เจ้าตัวเป็นคนปั่นขึ้นมาเอง ซึ่งเขาใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คทั้งหมดจำนวน 45 เครื่องและสร้าง ID จำนวนมากกว่า 1000 ไอดีในการปั่นตัวเลขและใช้ไอดีในการเช็คอินเข้ามาในระบบ จนกระทั่งทางห้างอิออนเริ่มรู้สึกสังเกตเห็นว่าจำนวนยอดที่เข้ามาในห้างมากผิดปกติ จึงได้ทำการแจ้งความกับทางตำรวจ

หลังจากนั้นไม่นาน ทางเจ้าหน้าที่ก็ทำการจับตัวนายไดโกะ ซึ่งภายหลังได้ทำการสืบทราบว่าเขาอยู่บนเกาะฮอกไกโด ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น แต่สามารถเช็คอินเข้ามาทั้งห้าง EAON ซึ่งอยู่สาขาบนเกาะคิวชู ที่อยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ นายไดโกะ จะมาเช็คอินที่สาขานี้บ่อยๆทุกวันแถมยังวันละหลายรอบอีกตั่งหาก

หลังจากข่าวนี้ถูกเผยแผร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตมาคอมเม้นกันอย่างมากมาย

“เช็คอินคนเดียว 2,700,000 ครั้งเลยหรอ ฮ่าๆๆๆ”

“ไอ้นี่อุตส่าห์หาแล็ปท๊อปมาใช้ได้ตั้ง 45 เครื่องเลยนะ”

“แผนสูงอยู่หรอกนะ แต่ปั่นตั้ง 2,700,000 ครั้งนี่มันเยอะไปหน่อยมั้ย?”

“เป็นการกระทำที่ สิ้นเปลืองแรง เวลา และมันสมองมากเลย”

“ถ้าหมอนี่เดินเข้าห้าง AEON สัก 100 ครั้งต่อวัน และทำทุกวัน ก็ต้องทำแบบนี้ติดต่อกันนานถึง 74 ปีเชียวนะ”

Please follow and like us:
สะพานสุดหลอน ที่มีสุนัขมาฆ่าตัวตายหลายร้อยตัว

สะพานสุดหลอน ที่มีสุนัขมาฆ่าตัวตายหลายร้อยตัว

On

Overtoun Bridge สะพานสุนัขสุดหลอนที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1859 ในมิลตัน ดัมบาร์ดัน ประเทศสก็อตแลนด์ สาเหตุที่มันถูกเรียกว่าเป็นสะพานสุนัขเพราะในอดีตเคยมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นคือมีสุนัขจำนวนมากมาฆ่าตัวตายอยู่ที่สะพานแห่งนี้โดยการกระโดดจากสะพานอย่างไม่ทราบสาเหตุ จากการศึกษาและวิจัยพบว่าสุนัขในระแวงนั้นมีพฤกรรมการฆ่าตัวตายในช่วง 1960 ในแต่ละเดือนจะมีสุนัขตายอย่างน้อย 1 ตัว จากการกระโดดลงจากสะพานด้วยความสูง 50 ฟุต ทำให้สุนัขส่วนใหญ่ตายทันที บางตัวที่ยังไม่ตัว มันก็จะพยามทำการกระโดดใหม่อีกครั้ง จากประวัติยังพออีกด้วยว่าสุนัขที่ตายจากการฆ่าตัวตายที่สะพานแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์จมูกยาว

ในปี 1994 ยังมีเรื่องราวของชายคนนึงที่โยนลูกชายที่มีอายุแค่ 14 วัน ลงไปยังสพาน ว่ากันว่าเขาคิดว่าลูกชายของเขาคือลูกของปีศาจ หลังจากนั้นเขาก็ได้กระโดดฆ่าตัวตายตาม

สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ ได้สนใจในเรื่องนี้และเข้ามาทำการตรวจสอบอย่างจริงจัง พวกเขาค้นพบว่า บริเวณนี้มีหนูเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีกลิ่นเหม็นที่สุนัขไม่ชอบ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สุนัขถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย สุดท้ายแล้ววิทยาศาสตร์ยังคงหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้

Please follow and like us:
ภาพวาดที่แพงที่สุดในโลก 15,000 หมื่นล้าน โดย “ดาวินชี”

ภาพวาดที่แพงที่สุดในโลก 15,000 หมื่นล้าน โดย “ดาวินชี”

On

เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดงานประมูลภาพเขียนสีน้ำมันวอลนัต “ซัลวาทอร์ มุนดี” (Salvator Mundi) ในนครนิวยอร์ก ซึ่งภาพเขียนดังกว่ามีความหมายในภาษาอิตาลี่ว่า “พระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก” โดยภาพวาดดังกล่าวเป็นฝีมือของ เลโอนาร์โด ดา วินชี อัจฉริยะนักวาดภาพชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

การเปิดประมูลภาพนี้เริ่มต้นที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ( ประมาณ3,300 ล้านบาท )  ถึงแม้ราคาจะถูกเปิดสูง แต่การประมูลก็ถูกประมูลผ่านหลัก 200 ล้าน 300 ล้าน อย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีผู้ชนะการประมูลที่ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว ราคารวมทั้งหมดของภาพนี้ก็คือ 450 ล้าน 3 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ15,000 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่เป็นงานศิลปะที่ประมูลได้ราคาสูงที่สุดในโลก

สำหรับภาพที่ถูกประมูลดังกล่าว เชื่อกันว่า ลีโอนาร์โด ดา วินชี วาดขึ้นในช่วงปี 1500 หรือเมื่อ 500 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาวาดภาพ “โมนา ลิซา” ภาพวาดชื่อดังที่เป็นที่รู้จักทัวโลก

ถึงแม้ภาพวาดดังกล่าวราคาจะสูงมหาศาล แต่ทางด้าน เจนนี ซอลท์ นักวิจารณ์งานศิลป์ ออกมาให้ความเห็นว่าภาพวาดดังกล่าวเคยถูกบูรณะซ่อมแซมมาก่อนแล้ว รวมถึงอาจมีการขัดถูเติมแต่งสี จึงไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่ามันคือผลงานที่สร้างขึ้นเมื่อ 500 ปีที่แล้วจริงหรือไม่

ก่อนหน้านี้มีการประมูลภาพนี้มาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2501 ด้วยราคาเพียง 126 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4,158 บาท ) โดยเป็นที่ถกเถียงกันว่าภาพวาดดังกล่าวใช่ของจริงหรือไม่ แต่ก็ได้ให้ผู้เชียวชาญได้ออกมาตรวจสอบอย่างจริงจัง จนมีการยืนยันว่าภาพวาดดังกล่าวคือของจริง ทำให้ราคาภาพวาดนี้พุ่งขึ้น จาก 4,000 พันล้านบาท กลายเป็น 15,000 พันล้านบาท (งานนี้คนที่เป็นเจ้าของประที่ชนะการประมูลครั้งที่แล้วถึงกับรวยเละเลยทีเดียว)

Please follow and like us:
ญี่ปุ่นค้นพบตำราวิชานินจาที่ถูกซ่อนมานานกว่า 200 ปี

ญี่ปุ่นค้นพบตำราวิชานินจาที่ถูกซ่อนมานานกว่า 200 ปี

On

ในปัจจุบันหลายๆเรื่องที่เราสนใจหรืออยากจะรู้ สามารถหาคำตอบได้ง่ายๆโดยการค้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตก็จะเจอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ บางครั้งอาจใช้วิธีการตั้งกระทู้เพื่อให้ผู้รู้ได้เข้ามาช่วยตอบไขความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ จนทำให้คนเข้าห้องห้องสมุดน้อยลงมากและแทบจะไม่ได้มีบทบาทอะไรเลยในปัจุบัน แต่ไม่ใช่กับที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อล่าสุดห้องสมุดท้องถิ่นฮิโรซากิ ของจังหวัดอาโอโมริ ได้มีคนไปพบเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำราคู่มือนินจาที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอายุมากกว่า 200 ปี

ทั้งนี้ นักวิจัยเชื่อว่าตำราเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยกลุ่มฮายามิจิ เป็นกลุ่มนินจาที่ได้รับการฝึกตามวิถีของนินจาโคงะ ที่ดูแลแคว้นซึงารุ (หรือจังหวัดอาโอโมริในปัจจุบัน) นอกจากนี้ตำราเล่มนี้ยังบอกถึงวิธีการสร้างอาวุตของนินจา การนำคางคกหรือเป็ดแห่งมาย่างเพื่อทำเป็นส่วนผสมของยาสลบ การนำดินปืนมาผสมพืชตระกูลหัวนกเพื่อทำระเบิดควัน รวมถึงคาถาที่ใช้ฟื้นฟูร่างกายและศาสตร์มืดต่างๆ

ไม่เพียงแค่นั้น ตำราเล่มนี้ยังบอกถึงเทคนิคในการเอาตัวรอดเมื่อเราจำเป็นต้องไปพักในโรงแรมหรือโรงเตี๊ยมให้เลือกที่ๆมีทางออกแค่ทางเดียว โดยนำเสื่อตาตามิมาขัดกับประตูห้องไว้ เวลามีผู้บุกรุกจะสามารถดึงเวลาและทำให้เราไหวตัวได้ทัน

ตำราเล่มนี้ ในการค้นพบ พบว่ามีเพียงแค่ 12 หน้าเท่านั้น แต่จากการวิจัยเชื่อว่าฉบับเต็มจริงๆของตำราเล่มนี้ น่าจะมีถึง 1,756 หน้า ที่สำคัญ คาดว่า ตำราเล่มนี้น่าจะถูกเขียนมาตั้งแต่ก่อนที่จะสิ้นสุดยุคโชกุนในญี่ปุ่นหรือนานกว่าร้อยปีมาแล้ว

Please follow and like us:
จีนเผยสูตร “เป่ายิ้งฉุบ” อย่างไรให้โอกาสชนะมากที่สุด

จีนเผยสูตร “เป่ายิ้งฉุบ” อย่างไรให้โอกาสชนะมากที่สุด

On

หลายคนคงคิดว่าการ “เป่ายิ้งฉุบ” เป็นเรื่องของดวง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ใช่ แต่มันก็มีวิธีการและเทคนิคที่จะเพิ่มเปอร์เซ็นหรือโอกาสชนะให้กับเราอีกด้วย

ทีมวิจัยและค้นคว้าของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ได้ทำการทดสอบทฤษฎีเกี่ยวกับสถิติกับนักศึกษาจำนวน 1,000 เพื่อดูพฤติกรรมในการเป่ายิ้งฉุบของแต่ละคน โดยได้ผลทดสอบดังนี้

คนที่ชนะในการเป่ายิ้งฉุบชนะในครั้งล่าสุดมีแนวโน้มที่จะออกเหมือนเดิมในครั้งต่อไป
ส่วนคนที่เป่ายิ้งฉุบแพ้จำนวน 2 ครั้งติดต่อกัน เขาจะเลือกออกแบบตามเหมือนกับอีกฝั่งที่ชนะเขาครั้งแรกและเขาจะเริ่มมีจะความตั้งใจในการออกครั้งสุดท้ายมากขึ้น (จากสองครั้งแรกอาจจะออกมั่วๆ ไม่ได้คิดอะไร)

สูตรและเทคนิคตามหลักจิตวิทยา

  • หากคุณแพ้ ให้ออกครั้งต่อไปแบบเดียวกับคู่ต่อสู้
  • หากคุณชนะ ห้ามออกแบบเดิมแต่ให้ออกแบบคู่ต่อสู้ที่เพิ่งแพ้คุณมา

สถิติจากการวิจัย

  • จำนวนคนที่ออกกระดาษถือเป็นจำนวนที่น้อยที่สุด 29.6% กรรไกร 35.0% และฆ้อน 35.4%
  • หากคุ่ต่อสู้ออกฆ้อน 2 ครั้งติดต่อกัน คุณสามารถคิดได้ว่าเขาออกแบบมั่วๆ ฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือออก ฆ้อนเช่นกันเขาอาจออกกรรไกร เพราะโอกาสมีมากกว่า กระดาษถึง 5.4%
  • ตามสถิติผู้ชายมักจะออกฆ้อนเป็นครั้งแรก หากคู่ต่อสู้เป็นผู้ชาย คุณลองออกฆ้อนดูสิ
  • เราสามารถสังเกตุจากมือก่อนเริ่มออกได้ หากเขาเกร็งมือแน่นเขาอาจออกฆ้อน ผ่อนคลายอาจออกกระดาษและสังเกตุที่นิ้วหากเห็นมีกระขยับแม้เล็กน้อยก็มีโอกาสที่จะออกกรรไกร (อวัยวะจะทำงานตามกลไกลสมอง หากเขาไม่รู้ว่าคุณสังเกตุอยู่ เขาคิดอย่างไรก็มักจะมีปฏิกิริยาหลุดมาให้เห็นอยู่บ้าง)

เป่ายิ้งฉุบอาจเป็นเรื่องของดวง แต่หากคุณรู้หลักการรวมถึงสถิติของมัน คุณก็จะมีโอกาสการชนะเหนือคนอื่นเช่นเดียวกับ โป๊กเกอร์ ที่มีการใช้หลักสถิติ จิตวิทยา การอ่านใจของคู่แข่ง หากฝึกฝนอยู่ประจำ คุณอาจเป็นเซียนเป่ายิ้งฉุบไปเลยก็ว่าได้

 

 

Please follow and like us:
ดวงตาปริศนาขนาดยักษ์ ถูกค้นพบใต้ทะเล

ดวงตาปริศนาขนาดยักษ์ ถูกค้นพบใต้ทะเล

On

ฮือฮากันทั่วโลกเมื่อ ไลฟ์ไซน์ โจอัน เฮอร์เรรา (Joan Herrera) สถาบันวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการอนุรักษ์สัตว์น้ำและสัตว์ป่าฟลอริดา (FWC) ได้รายงานเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้ค้นพบในการสำรวจท้องทะเลลึก ซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงตาสีฟ้า ขนาดใหญ่ โดยรอบๆมีโครงสร้างของกระดูกประกอบอยู่ด้วยและมีลักษณะเป็นวงกลม

ดวงตายักษ์ที่แสนประหลาดนี้ ถูกค้นพบที่ มหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากทีมสำรวจได้ทำการค้นพบแล้วยังมีชาวประมงเคยได้พูดถึงว่าเคยพบดวงตาลักษณะแบบนี้มาแล้วบริเวณใต้เรือ แต่ต่างจากที่ FWC ค้นพบคือ มันมีแสงสว่างระยิบระยับ

นอกจากนี้ผู้เชียวชาญยังได้ระบุอีกว่า น่าจะเป็นดวงตาของสัตว์ที่อยู่ใต้ทะเลลึกและจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้รวมถึงน้ำหนักของดวงตา เจ้าสัตว์ประหลาดเจ้าของดวงตายักษ์สีฟ้านี้น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัมเลยทีเดียว

Please follow and like us: